Digital Identity vs. Real Self at Maison Margiela

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้ สิ่งที่มีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากที่สุด ยิ่งโดยเฉพาะกับคนในอุตสาหกรรมแฟชั่นแล้ว คือ โซเชียลมีเดีย” สถานที่กว้างใหญ่บนโลกอินเตอร์เน็ทที่เป็นจุดศุนย์กลางรวบรวมข้อมูลและการสื่อสารทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน สถานที่ที่นอกจากจะกินพื้นที่ครอบคลุมโลกทั้งใบแล้ว ยังย่อเอาพื้นที่ทั้งหมดนี้เข้าหากันภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ผ่านช่องทางเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ที่มีให้เลือกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, ไปจนถึง Snapchat แอพพลิเคชั่นที่เป็นประตูเข้าสู่โซเชียลมีเดียซึ่งกลายเป็นแอพพลิเคชั่นพื้นฐานบนโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตของทุกคนไปโดยปริยาย ถ้าจะให้เจาะจงเฉพาะกลุ่มมากกว่านี้ก็คงเป็นเหล่าวัยรุ่นในเจเนเรชั่น Z หรือครอบคลุมวงกว้างไปถึงทั้งรุ่น Millenials ก็ว่าได้

กระนั้นแล้ว คนในเจเนเรชั่นนอกเหนือจากกลุ่ม Millenials ก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์โลกโซเชียลมีเดียนี้ได้ ผู้ใหญ่ที่เคยห้ามเด็กเล่นโทรศัพท์เมื่อสิบปีก่อน กลับกลายมาเป็นฝ่ายถูกห้ามด้วยลูกของตัวเองแทนในวันนี้เสียแล้ว นั่นรวมไปถึงดีไซน์เนอร์อย่าง John Galliano ที่ Maison Margiela ผู้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอิทธิพลของโซเชี่ยลมีเดียและเทคโนโลยีไปไหนได้ อันที่จริงแล้ว เขากลับสนใจและหยิบนำเอามันมาเป็นแรงบันดาลใจของคอลเล็คชั่น Artisanal นี้เลยต่างหาก

_mar0039

คอลเลคชั่น Artisanal ซีซั่น Spring Summer นี้ที่ Maison Margiela คือการตีความโซเชี่ยลมีเดียในแบบของ John Galliano เทคโนโลยียุคใหม่นี้ถูกมองมุมกลับปรับมุมมองและถูกคิดต่อยอดสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่นอกจากจะสวยงามแล้วยังเต็มไปด้วยความหมายและสุนทรียภาพประหนึ่งบทประพันธ์คลาสสิคที่มีเนื้อความเกี่ยวกับความถ่องแท้ของสถานที่ขนาดใหญ่แห่งนี้ ความเป็นจริงที่ว่าในจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากหน้าหลายตาที่เราพบเจอใน Facebook หรือ Twitter แท้ที่จริงแล้วอาจเป็นเพียงบัญชีผู้ใช้ที่ไม่มีอยู่จริง หากแต่เป็นการสังเคราะห์ตัวบุคคลขึ้นผ่านภาพลักษณ์ดิจิตอล หรือถ้าจะมองให้ใกล้ตัวขึ้นมาหน่อย ขนาดเราๆกันเอง จะลงรูปใน Instagram เรายังต้องเพิ่มฟิลเตอร์เพื่อเสริมสร้างความงดงามให้กับรูปภาพของเราเลย ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ Galliano ต้องการจะสื่อสารผ่านคอลเลคชั่นนี้ กับสิ่งที่เรียกว่า “Filter” แม้จุดประสงค์ในการใช้ฟิลเตอร์ของแต่ละคนจะแตกต่างกัน บ้างต้องการทำให้ใครอีกคนประทับใจ บ้างต้องการซ่อนความเปราะบางและอ่อนแอของตัวเอง แต่ผลลัพท์ที่ได้คือภาพปรุงแต่งที่บิดเบือนแก่นแท้และข้อเท็จจริงที่เลี่ยงไม่ได้ในโลกความเป็นจริง

เทคนิค Décortiqué


Galliano ถ่ายทอดและตีความฟิลเตอร์ออกมาผ่านเทคนิคต่างๆ ที่เห็นได้ชัดคือเทคนิคเฉพาะซึ่งเขาเรียกมันว่า “Décortiqué” เทคนิคสลายโครงสร้างเสื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยด้วยการฉลุตัดออกให้เหลือเพียงแค่ส่วนเส้นตะเข็บหรือรอยต่อจนกลายเป็นเพียง “กรอบ” หรือขอบรอบนอกของเสื้อผ้าดีๆนั่นเอง ประหนึ่งกรอบรูปที่ไร้ผืนผ้าใบด้านใน ทั้งเชิ้ต เสื้อโค๊ท และเดรสต่างถูก Décortiqué จนสามารถมองทะลุผ่านเข้าไปสู่เลเยอร์ด้านใน เหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ว่า Galliano ได้ทลายฟิลเตอร์ลงจนมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้การปรุงแต่งต่างๆนั่นเอง แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ติดตัวและบ่งบอกถึงความเฉพาะเจาะจงส่วนบุคคลคือความทรงจำและอารมณ์ของเราต่างหาก มากกว่านั้นเขายังมีการเล่นกับการสวมทับกันของเสื้อผ้าหลายชิ้นเพื่อสร้างเลเยอร์ให้กับเครื่องแต่งกาย แทนได้กับการ Over Filter ที่พบเห็นได้มากมายใน Instagram และ Snapchat ปัจจุบัน

_mar0355

ไฮไลท์ของโชว์นี้คือโค๊ทขาวตัวยาวที่ถูกประดับด้วยภาพพอร์ทเทรทใบหน้าของหญิงสาวซึ่งถูกสร้างขึ้นจากการเดรปและปักผ้าตาข่ายสีดำให้เกิดเป็นภาพขึ้นอย่างปราณีต ซึ่งเป็นการร่วมงานกับศิลปินนาม Benjamin Shine อดีตนักศึกษาแฟชั่นจากสถาบัน Central Saint Martins ผู้สร้างผลงานผ่านการเดรปให้เกิดรูปภาพต่างๆโดยเฉพาะใบหน้า ผลงานของ Benjamin ถูกใจ Galliano เข้าจนทำให้เขาได้จับพลัดจับผลูเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นนี้ นอกจากนั้นแล้วยังมีโค๊ทผ้าตาข่ายสีขาวตกแต่งด้วยลายปักล้อเลียนฟิลเตอร์ฮอตฮิตใน Snapchat ไปจนถึงการปักเอเลเม้นต์อย่างเช่น อิโมจิหน้าร้องไห้ หรือหน้าส่งจูบ ที่น่าขันคือถึงแม้นี่คือการเสียดสีและเหน็บแนมโซเชี่ยลมีเดีย แต่ลุคไฮไลท์เหล่านี้กลับถูกใจชาวอินเทอร์เน็ตจนยอดแชร์พุ่งกระฉูดและหยุดไม่อยู่ทันทีหลังจากโชว์ได้จบลง

ภาพรวมของคอลเลคชั่นนี้ยังแอบแฝงความรู้สึก Insecurity ของมนุษย์บนโลกโซเชี่ยลมีเดียเข้าไปด้วย ความเปราะบาง ความอ่อนแอ ความละเอียดอ่อนทางด้านอารมณ์ ต่างเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนพยายามใช้ “ฟิลเตอร์” เพื่อปิดบังและแอบซ่อนพวกมัน แต่แท้ที่จริงแล้วภายใต้ภาพที่เราสังเคราะห์ขึ้นบนโลกดิจิตัล คือสิ่งเหล่านี้นี่แหละ ที่เป็นส่วนพื้นฐานส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ ทั้งคอลเลคชั่นใช้สามสีคลาสสิคอย่าง ขาว ดำ และแดงในการเล่าเรื่องและสื่อสารได้อย่างมีพลังอีกด้วย

ดูเหมือนว่าเวลาที่ผ่านไป ดีเอนเอด้านมโนทัศน์ของ Maison Margiela กับวิสัยทัศน์และสุนทรียทัศน์ตามจิตวิญญาณของ John Galliano มีแต่จะหล่อหลอมรวมออกมาเป็นแม่พิมพ์ที่ไร้ตำหนิ ทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่เพิ่มความน่าตื่นเต้น พลังงาน และมุมมองอย่างสดใหม่ที่ต่างออกไปให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งคงปฎิเสธไม่ได้ว่าค่อนข้างน่าเบื่อในทุกวันนี้ แม้แนวคิดของเขาจะดูเจ้าบทเจ้ากลอนและแฝงไปด้วยอารมณ์อย่างมากล้นจนอาจจะเกินจริตและรสนิยมของใครหลายๆคน แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการในเวลานี้หรอกเหรอ? ในห้วงของความวุ่นวายและความกดดันทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ผลงานแฟชั่นที่มีเนื้อหาราวกับสุขนาฎกรรมที่ทั้งน่าขัน งดงามและแสดงความเห็น พร้อมทั้งสร้างมุมมองต่อสังคมไปในขณะเดียวกัน ดูเหมาะที่จะเป็นส่วนช่วยผ่อนคลายและสร้างความอภิรมณ์ให้กับเราได้เป็นที่สุด


Image Source : Courtesy of Vogue

for Birls Magazine @ http://www.birlsmag.com


Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s