Past, Present, Future = Gucci

โชว์ของ Gucci ที่พึ่งผ่านไปจาก Milan Fashion Week ฤดูกาล Fall-Winter 2017 นั้นเป็นอีกครั้งที่ Alessandro Michele ตอกย้ำกับพวกเราทุกคนถึงภาพลักษณ์ที่หนักแน่นและแข็งแรงของ Gucci ยุคใหม่ และดูเหมือนว่าแนวโน้มมีแต่จะทวีมากขึ้นไปในอนาคตเสียด้วยซ้ำ แม้การคาดเดาของหลายๆคนที่ว่าสไตล์อันจำเจของ Michele คงอยู่เป็นกระแสต่อไปอีกได้ไม่นาน แต่ดูเหมือนพวกเขาเหล่านี้ต้องคิดใหม่เสียแล้ว นานวันเข้าคอลเลคชั่นใหม่ที่ Gucci มีแต่จะได้รับความสนใจจากสื่อและลูกค้าเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นทุกซีซั่น หันไปทางไหนทุกวันนี้เราก็เห็น Gucci ครองพื้นที่สื่อทุกทิศทุกทาง กินวงกว้างครบทุกแขนงสาขา ตั้งแต่บนถนน Street Style ในหัวเมืองแฟชั่น ไปจนถึงพรมแดง Red Carpet ใน Hollywood จากนักร้องสาวอินดี้อย่าง Florence Welch ไปจนถึงบอยแบนด์เคป๊อบรุ่นใหม่ NCT Dream จากเฟมินิสต์ไอคอนอย่าง Beyonce และลูกสาว Blue Ivy ไปจนถึงนางแบบทรานส์ไอคอน Hari Nef สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีนี้กลายเป็นขวัญใจของทุกๆคนภายในพริบตา

พูดถึงคอลเลคชั่นนี้ หากเราลองตั้งคำถามกันเล่นๆว่า วันนึงถ้ามนุษย์ต่างดาวนำยานอวกาศมาลงจอดบนโลกของเรา และต้องการที่จะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเราผ่านอะไรสักอย่างนึงโดยที่สามารถบอกเล่าความเป็นมา อารยธรรม องค์ความรู้ ความสามารถ และความหลากหลายของเผ่าพันธ์มนุษย์ตลอดระยะเวลาที่เกิดขึ้นมาบนดาวเคราะห์ดวงนี้ได้อย่างง่ายๆ รวบรัด และสวยงาม เราจะเอาอะไรไปนำเสนอดี? คำตอบคือคอลเลคชั่นใหม่ที่ Gucci นี้แหละ ที่ดูจะเหมาะสมและตอบโจทย์ที่สุดแล้ว

คอลเลคชั่นนี้ประกอบขึ้นจากเศษส่วนแรงบันดาลใจจำนวนมากอันกระจัดกระจายไปตามสถานที่ต่างๆบนโลกและช่วงเวลาในอดีตมากมาย ย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ยุคเรเนซองค์ ยุคโรโคโค่ ยุควิคตอเรียน ผ่านมาถึงช่วงยุค 1970’s – 1980’s เรื่อยมาจนถึงปี 1990’s ช่วงเวลาต่างๆนี้ถูกนำเสนอผ่านโครงชุด ดีเทลส์ การตกแต่ง และบรรยากาศที่คละคลุ้งอยู่บนเสื้อผ้า ทั้งยังมีที่มาจากแหล่งกำเนิดอารยธรรมต่างๆตั้งแต่จีน ญี่ปุ่น อเมริกากลาง เกาะอังกฤษ ไปจนถึงฝรั่งเศส เมื่อนำทุกอย่างนี้มาใส่เครื่องปั่นผสมรวมกัน ตกผลึกออกมาเป็นเสื้อผ้า ผลลัพธ์ได้ออกมาเป็นคอลเลคชั่นเสื้อผ้าขนาดใหญ่ทั้งชายและหญิงที่มากถึง 119 ลุค มากไปกว่านั้น นอกจากความหลากหลายของอารยธรรมมนุษย์ Michele ไม่ลืมนำเอาส่วนใหญ่อีกส่วนที่มีความสำคัญพอๆกับมนุษย์ต่อโลกใบนี้ นั่นก็คือธรรมชาติมาประกอบร่วมด้วย สิงหาราสัตว์และต้นไม้ดอกไม้ใบหญ้าหลากหลายเผ่าพันธุ์ถูกหยิบนำมาปรุงแต่งและใช้ประดับเป็นลวดลายอย่างสวยงามและไร้ที่ติ ยกขบวนมาทั้งผีเสื้อ ค้างคาว แม้กระทั่งซาลามานเดอร์ก็กลายมาเป็นลายปริ้นต์บนชุดเดรสซึ่งดูแล้วทั้ง Kitsch ทั้งเก๋ไปด้วยกัน

พาเหรดเสื้อผ้าที่มีตั้งแต่ชุดกระโปรงยาวไหล่ตั้งสีม่วง ชุดสูทกางเกงผู้ชายขาบาน กระโปรง Maxi ลายพิมพ์ดอกไม้ กี่เพ้าสีสด ลุคสเว้ตเตอร์กางเกงขาสั้นแบบเด็กเนิร์ด ไบค์เกอร์แจ๊คเก็ตสไตล์พั้งค์ ไปจนถึงชุดว่ายน้ำ One Piece สีเขียวสว่าง ทั้งหมดนี้ถูกสวมใส่บนนางแบบและนายแบบมากหน้าหลายตาหลากหลายชาติพันธุ์ นี่ยังเป็นอีกหนึ่งข้อความที่ถูกซ่อนไว้เกี่ยวกับความหลากหลายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แม้ความแตกต่างระหว่างเราจะมากเพียงใด สุดท้ายแล้วเราคือสปีชี่ส์เดียวกัน ใช้พื้นที่บนโลกใบนี้เป็น “บ้าน” ร่วมกัน มีอารยธรรมร่วมกัน และแน่นอน มีอนาคตที่ต้องก้าวไปด้วยกัน (ถ้าจะมองให้ลึกไปมากกว่านี้ เรายังสามารถโยงไปให้ถึงเรื่องวิกฤตการเมืองที่กำลังคุกรุ่นที่ฝั่งอเมริกาได้อีกด้วย ถึงหัวข้อต่างๆตั้งแต่ Global Warming, Immigration Crisis, และความหลากหลายทางศาสนา เพศ และเชื้อชาติ แต่ดูเหมือนถ้าวกเข้าเรื่องการเมืองแล้ว บทความนี้จะยาวเป็นหางว่าวแน่ๆ)

การมองไปสู่อนาคตของ Alessandro คือการมองย้อนกลับไปในอดีต เขาเองได้บอกใบ้ไว้ผ่านหนึ่งในข้อความที่ Coco Capitan ผู้มาร่วม Collaborate ในคอลเลคชั่นนี้ได้เขียนไว้บนร่มญี่ปุ่นคันหนึ่งว่า “Tomorrow is now Yesterday” มุมมองและวิสัยทัศน์ต่อแฟชั่นในอนาคตนั้นก่อเกิดขึ้นมาจากประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ไม่เฉพาะแค่กับ Michele แต่กับทั้งโลกแฟชั่นเลยต่างหาก การวนลูปของเทรนด์ที่มาแล้วก็จากไป รอคอยอีกครั้งที่จะกลับมาโลดแล่นใหม่บนแฟชั่นวี้คอีกครั้ง

คอลเลคชั่นนี้ยังเป็นคอลเลคชั่นแรกที่รวมเอาโชว์ของทั้งหญิงและชายเข้าด้วยกัน ความชัดเจนของสไตล์ Gender Fluid ที่ Gucci จึงแรงกล้าขึ้นมาอีกขั้น และยังเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้กับเสื้อผ้าผู้ชายได้อีกหลายเท่า แต่ก็นับเป็นเรื่องเศร้าสำหรับ Mens Fashion Week ใน Milan ที่ได้ขาดหนึ่งในแบรนด์ตัวช่วยเสริมสร้างสีสันและพลังงานสดใหม่ให้กับช่วงสัปดาห์แฟชั่นวี้คอันน่าเบื่อและจำเจไป


Image Source : Courtesy of Vogue

Digital Identity vs. Real Self at Maison Margiela

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้ สิ่งที่มีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากที่สุด ยิ่งโดยเฉพาะกับคนในอุตสาหกรรมแฟชั่นแล้ว คือ โซเชียลมีเดีย” สถานที่กว้างใหญ่บนโลกอินเตอร์เน็ทที่เป็นจุดศุนย์กลางรวบรวมข้อมูลและการสื่อสารทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน สถานที่ที่นอกจากจะกินพื้นที่ครอบคลุมโลกทั้งใบแล้ว ยังย่อเอาพื้นที่ทั้งหมดนี้เข้าหากันภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ผ่านช่องทางเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ที่มีให้เลือกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram, ไปจนถึง Snapchat แอพพลิเคชั่นที่เป็นประตูเข้าสู่โซเชียลมีเดียซึ่งกลายเป็นแอพพลิเคชั่นพื้นฐานบนโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตของทุกคนไปโดยปริยาย ถ้าจะให้เจาะจงเฉพาะกลุ่มมากกว่านี้ก็คงเป็นเหล่าวัยรุ่นในเจเนเรชั่น Z หรือครอบคลุมวงกว้างไปถึงทั้งรุ่น Millenials ก็ว่าได้

กระนั้นแล้ว คนในเจเนเรชั่นนอกเหนือจากกลุ่ม Millenials ก็หนีไม่พ้นปรากฏการณ์โลกโซเชียลมีเดียนี้ได้ ผู้ใหญ่ที่เคยห้ามเด็กเล่นโทรศัพท์เมื่อสิบปีก่อน กลับกลายมาเป็นฝ่ายถูกห้ามด้วยลูกของตัวเองแทนในวันนี้เสียแล้ว นั่นรวมไปถึงดีไซน์เนอร์อย่าง John Galliano ที่ Maison Margiela ผู้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอิทธิพลของโซเชี่ยลมีเดียและเทคโนโลยีไปไหนได้ อันที่จริงแล้ว เขากลับสนใจและหยิบนำเอามันมาเป็นแรงบันดาลใจของคอลเล็คชั่น Artisanal นี้เลยต่างหาก

_mar0039

คอลเลคชั่น Artisanal ซีซั่น Spring Summer นี้ที่ Maison Margiela คือการตีความโซเชี่ยลมีเดียในแบบของ John Galliano เทคโนโลยียุคใหม่นี้ถูกมองมุมกลับปรับมุมมองและถูกคิดต่อยอดสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่นอกจากจะสวยงามแล้วยังเต็มไปด้วยความหมายและสุนทรียภาพประหนึ่งบทประพันธ์คลาสสิคที่มีเนื้อความเกี่ยวกับความถ่องแท้ของสถานที่ขนาดใหญ่แห่งนี้ ความเป็นจริงที่ว่าในจำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากหน้าหลายตาที่เราพบเจอใน Facebook หรือ Twitter แท้ที่จริงแล้วอาจเป็นเพียงบัญชีผู้ใช้ที่ไม่มีอยู่จริง หากแต่เป็นการสังเคราะห์ตัวบุคคลขึ้นผ่านภาพลักษณ์ดิจิตอล หรือถ้าจะมองให้ใกล้ตัวขึ้นมาหน่อย ขนาดเราๆกันเอง จะลงรูปใน Instagram เรายังต้องเพิ่มฟิลเตอร์เพื่อเสริมสร้างความงดงามให้กับรูปภาพของเราเลย ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ Galliano ต้องการจะสื่อสารผ่านคอลเลคชั่นนี้ กับสิ่งที่เรียกว่า “Filter” แม้จุดประสงค์ในการใช้ฟิลเตอร์ของแต่ละคนจะแตกต่างกัน บ้างต้องการทำให้ใครอีกคนประทับใจ บ้างต้องการซ่อนความเปราะบางและอ่อนแอของตัวเอง แต่ผลลัพท์ที่ได้คือภาพปรุงแต่งที่บิดเบือนแก่นแท้และข้อเท็จจริงที่เลี่ยงไม่ได้ในโลกความเป็นจริง

เทคนิค Décortiqué


Galliano ถ่ายทอดและตีความฟิลเตอร์ออกมาผ่านเทคนิคต่างๆ ที่เห็นได้ชัดคือเทคนิคเฉพาะซึ่งเขาเรียกมันว่า “Décortiqué” เทคนิคสลายโครงสร้างเสื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยด้วยการฉลุตัดออกให้เหลือเพียงแค่ส่วนเส้นตะเข็บหรือรอยต่อจนกลายเป็นเพียง “กรอบ” หรือขอบรอบนอกของเสื้อผ้าดีๆนั่นเอง ประหนึ่งกรอบรูปที่ไร้ผืนผ้าใบด้านใน ทั้งเชิ้ต เสื้อโค๊ท และเดรสต่างถูก Décortiqué จนสามารถมองทะลุผ่านเข้าไปสู่เลเยอร์ด้านใน เหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ว่า Galliano ได้ทลายฟิลเตอร์ลงจนมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้การปรุงแต่งต่างๆนั่นเอง แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ติดตัวและบ่งบอกถึงความเฉพาะเจาะจงส่วนบุคคลคือความทรงจำและอารมณ์ของเราต่างหาก มากกว่านั้นเขายังมีการเล่นกับการสวมทับกันของเสื้อผ้าหลายชิ้นเพื่อสร้างเลเยอร์ให้กับเครื่องแต่งกาย แทนได้กับการ Over Filter ที่พบเห็นได้มากมายใน Instagram และ Snapchat ปัจจุบัน

_mar0355

ไฮไลท์ของโชว์นี้คือโค๊ทขาวตัวยาวที่ถูกประดับด้วยภาพพอร์ทเทรทใบหน้าของหญิงสาวซึ่งถูกสร้างขึ้นจากการเดรปและปักผ้าตาข่ายสีดำให้เกิดเป็นภาพขึ้นอย่างปราณีต ซึ่งเป็นการร่วมงานกับศิลปินนาม Benjamin Shine อดีตนักศึกษาแฟชั่นจากสถาบัน Central Saint Martins ผู้สร้างผลงานผ่านการเดรปให้เกิดรูปภาพต่างๆโดยเฉพาะใบหน้า ผลงานของ Benjamin ถูกใจ Galliano เข้าจนทำให้เขาได้จับพลัดจับผลูเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นนี้ นอกจากนั้นแล้วยังมีโค๊ทผ้าตาข่ายสีขาวตกแต่งด้วยลายปักล้อเลียนฟิลเตอร์ฮอตฮิตใน Snapchat ไปจนถึงการปักเอเลเม้นต์อย่างเช่น อิโมจิหน้าร้องไห้ หรือหน้าส่งจูบ ที่น่าขันคือถึงแม้นี่คือการเสียดสีและเหน็บแนมโซเชี่ยลมีเดีย แต่ลุคไฮไลท์เหล่านี้กลับถูกใจชาวอินเทอร์เน็ตจนยอดแชร์พุ่งกระฉูดและหยุดไม่อยู่ทันทีหลังจากโชว์ได้จบลง

ภาพรวมของคอลเลคชั่นนี้ยังแอบแฝงความรู้สึก Insecurity ของมนุษย์บนโลกโซเชี่ยลมีเดียเข้าไปด้วย ความเปราะบาง ความอ่อนแอ ความละเอียดอ่อนทางด้านอารมณ์ ต่างเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนพยายามใช้ “ฟิลเตอร์” เพื่อปิดบังและแอบซ่อนพวกมัน แต่แท้ที่จริงแล้วภายใต้ภาพที่เราสังเคราะห์ขึ้นบนโลกดิจิตัล คือสิ่งเหล่านี้นี่แหละ ที่เป็นส่วนพื้นฐานส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ ทั้งคอลเลคชั่นใช้สามสีคลาสสิคอย่าง ขาว ดำ และแดงในการเล่าเรื่องและสื่อสารได้อย่างมีพลังอีกด้วย

ดูเหมือนว่าเวลาที่ผ่านไป ดีเอนเอด้านมโนทัศน์ของ Maison Margiela กับวิสัยทัศน์และสุนทรียทัศน์ตามจิตวิญญาณของ John Galliano มีแต่จะหล่อหลอมรวมออกมาเป็นแม่พิมพ์ที่ไร้ตำหนิ ทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่เพิ่มความน่าตื่นเต้น พลังงาน และมุมมองอย่างสดใหม่ที่ต่างออกไปให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งคงปฎิเสธไม่ได้ว่าค่อนข้างน่าเบื่อในทุกวันนี้ แม้แนวคิดของเขาจะดูเจ้าบทเจ้ากลอนและแฝงไปด้วยอารมณ์อย่างมากล้นจนอาจจะเกินจริตและรสนิยมของใครหลายๆคน แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการในเวลานี้หรอกเหรอ? ในห้วงของความวุ่นวายและความกดดันทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ผลงานแฟชั่นที่มีเนื้อหาราวกับสุขนาฎกรรมที่ทั้งน่าขัน งดงามและแสดงความเห็น พร้อมทั้งสร้างมุมมองต่อสังคมไปในขณะเดียวกัน ดูเหมาะที่จะเป็นส่วนช่วยผ่อนคลายและสร้างความอภิรมณ์ให้กับเราได้เป็นที่สุด


Image Source : Courtesy of Vogue

for Birls Magazine @ http://www.birlsmag.com


See-Now-Buy-Now, A new system or just a trend?

ภายใต้โลกที่เต็มไปด้วยความโกลาหลและความรวดเร็วของข้อมูลที่ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านอินเตอร์เน็ตและโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค “ระบบแฟชั่น” ที่เรารู้จักกันยังสามารถดำเนินต่อไปได้อีกหรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันกันของแบรนด์ทั้งเล็กและใหญ่เพื่อดึงความสนใจ(ยอดขาย)จากลูกค้าให้ได้มากที่สุด ระบบแฟชั่นที่ว่านี้ดำเนินมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นแพทเทิร์นที่ตีกรอบการทำงานของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่มูลค่ากว่า 3 Trillion เหรียญสหรัฐนี้ (นั่นเท่ากับ 3 ตามด้วยเลขศูนย์อีก 12 ตัว) ระบบที่ทั้งสร้างผลประโยชน์ให้แบรนด์ต่างๆ แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลเสียตามมาซึ่งสร้างความเสียหายได้ไม่เบาเช่นกัน ดาบสองคมที่เรียกว่าระบบแฟชั่นนี้กำลังสร้างผลกระทบให้ใครหลายๆคน ที่ตอนนี้ต้องการก้าวออกจากกรอบแพทเทิร์นนี้ เพื่อไปแสวงหาแนวทางใหม่ของตนเองบนเส้นทางที่ทั้งเสี่ยง ทั้งเปลี่ยว แต่มีหวังมากกว่า(หรือไม่?) ใครหลายๆคนที่ว่านี้ คือผู้ที่พร้อมออกไปนำทาง นำแบรนด์ของตนออกสู่เส้นทางการทำงานที่ไม่เคยมีใครคิดจะกล้าทำมาก่อน นั่นคือระบบใหม่ที่ทุกคนเรียกกันว่า “See Now, Buy Now” (หรือ aka “Runway to Retail“, aka “Direct to Consumer” แปลเป็นภาษาบ้านๆคือ โชว์ปุ๊บ ขายปั๊บ)

See Now, Buy Now กับการเปิดยุคใหม่ของการขายสินค้าแฟชั่น เมื่อตอนนี้คนในเจเนเรชั่นนี้กำลังโลดแล่นอยู่บนเครื่องมือดิจิตัล แบรนด์ต่างๆจึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อเอาใจและตามให้ทันพฤติกรรมของผู้บริโภคทุกย่างก้าว เพราะลูกค้าไม่ได้ไปนั่งชมรันเวย์ที่ New York แฟชั่นวี้ค แต่นั่งอยู่บ้านหน้าแล็ปท็อปเพื่อชมตรีมออนไลน์รันเวย์ หรือเปิด Snapchat เพื่อดูว่าตอนนี้ Kendall Jenner เดินรันเวย์ให้แบรนด์นี้หรือไม่ต่างหาก ซึ่งสำหรับฤดูกาลใหม่ Fall-Winter ปี 2016(ที่แบรนด์ “ส่วนมาก” โชว์คอลเลคชั่นไปตั้งแต่กุมภา-มีนาต้นปีที่ผ่านมาแล้ว)นี้เอง “แกนนำ” เทรนด์ See Now, Buy Now พึ่งจะเดินรันเวย์และเริ่มขายสินค้าซีซั่นนี้เอง

แกนนำที่ว่าถึง นำทัพมาโดย Burberry และ Tom Ford จากทั้งฝั่ง London และฝั่ง New York ทั้งสองแบรนด์เป็นแบรนด์กลุ่มแรก ที่พูดถึงเทรนด์ See Now, Buy Now และนำมาใช้จริง กับสินค้าและการขายในซีซั่นใหม่นี้ ก่อนที่จะมีแบรนด์อื่นๆก้าวตามรอยเท้ามาในภายหลัง เช่น Tommy Hilfiger, Ralph Lauren และ Thakoon (แบรนด์จาก New York ทั้งสิ้น)


คอลเลคชั่น Fall Winter 2016 จาก Burberry ในระบบเดิม


o-lady-gaga-tom-ford-chic-facebook
Tom Ford Spring Summer 2016

  ด้าน Burberry การเตรียมตัวปรับกลยุทธ์มาใช้โมเดลการขายแบบใหม่นั้นคือการเดินคอลเลคชั่น Fall-Winter 2016 ไปก่อนแล้ว 1 คอลเลคชั่นในช่วงต้นปี ในระบบเดิม ก่อนที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่คอลเลคชั่นในซีซั่นเดียวกัน ในระบบ See Now, Buy Now คอลเลคชั่นแรกได้โชว์และเริ่มขายหลังจากโชว์เสร็จทันที ส่วนฝั่ง Tom Ford หลังจากนำเสนอคอลเลคชั่น Spring-Summer 2016 ของเขาผ่านมิวสิควิดีโอที่ได้ Lady Gaga มาร่วมเป็นทั้งนางแบบและเจ้าของเสียงเพลงประกอบมิวสิควิดีโอ โดยไม่มีการเดินรันเวย์โชว์คอลเลคชั่นจริงๆ เรื่อยมาจน New York Fashion Week ที่พึ่งจบไปสดๆร้อนๆนี่เองที่เขาได้โชว์คอลเลคชั่น See Now, Buy Now คอลเลคชั่นแรกในซีซั่น Fall-Winter 2016 จะเห็นได้ว่าทั้งสองแบรนด์มีวิธีการปรับเปลี่ยนเข้าสู่โมเดลธุรกิจใหม่นี้ในแบบของตน แต่แน่นอนว่าเพื่อจุดประสงค์เดียวกันในการออกจากกรอบที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนที่ปัจจุบันคงได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว

ส่วนคำถามที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า See Now, Buy Now จะใช้ได้ผลจริงเหรอ? เมื่อแบรนด์กลุ่มนี้กล้าที่จะออกมาเสี่ยงด้วยการสร้างปฏิทินการทำงานของตนเอง แล้วปฏิทินของทั้งลูกค้า และปฏิทินของคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมนี้ที่เหลือจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร ทั้งในด้านนิตยสาร ทั้งในด้าน PR และด้านอื่นๆ กลุ่มคนเหล่านี้จะต้องทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองปฏิทินใหม่ของแบรนด์กลุ่มเล็กๆเหล่านี้หรือไม่? หรือแบรนด์กลุ่มนี้เองต่างหาก ที่ต้องทำงานในปฏิทินของตนเอง ไปพร้อมๆกับปฏิทินของคนที่ยังอยู่ในระบบเดิมไปด้วย?

เมื่อแบรนด์เหล่านี้เลือกที่จะโชว์หลังจากแบรนด์อื่นถึง 6 เดือน ทำไมลูกค้าที่เห็นสินค้าของแบรนด์อื่นมาแล้ว จะต้องรอชมสินค้า(ที่อาจจะคล้ายกัน)ของแบรนด์เหล่านี้เพื่อซื้อหลังจากโชว์เสร็จทันทีให้หลังถึง 6 เดือน เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว หากไม่ใช่ลูกค้าที่ใจรักและซื่อตรงกับแบรนด์กลุ่มนี้มาก่อนแล้ว แน่นอนว่าข้อเสียข้อนี้ย่อมส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อยอดขายได้ แม้หนึ่งในเหตุผลที่กระตุ้นให้แบรนด์เหล่านี้สร้างโมเดล See Now, Buy Now เพื่อไม่ให้เสียลูกค้าให้กับแบรนด์ Mass Market อย่าง Zara หรือ H&M ที่รอก้อปปี้สินค้าออกขายแย่งลูกค้าก่อน แต่เสียลูกค้าให้แบรนด์ในระดับเดียวกันไปก่อนอยู่ดี? นอกจากนั้น การตัดสินใจซื้อของราคาหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนคือการลงทุนที่ลูกค้าสามารถคิดตัดสินใจในช่วงเวลา 6 เดือนก่อนการขายจริงได้ว่าจะจับจ่ายใช้เงินอย่างไร เมื่อระบบ See Now, Buy Now ถูกนำมาใช้ นั่นทำให้ลูกค้ามีเวลาตัดสินใจน้อยลง ลูกค้าที่มีฐานะปานกลาง กำลังซื้อไม่มากพอ นี่อาจเป็นการตัดกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้หรือไม่?

คอลเลคชั่น See Now, Buy Now ซีซั่น Fall Winter 2016 จาก Burberry

สำหรับ Burberry ซีซั่นนี้ Christopher Bailey ผู้ซึ่งตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็น CEO ของแบรนด์ ได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายโดย Virginia Woolf ชื่อ Orlando เรื่องราวของชายผู้เปลี่ยนเพศเป็นหญิงและใช้ชีวิตอย่างยาวนานผ่านศตวรรษต่างๆ ซึ่งเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้สามารถสะท้อนแก่นสารของนิยายเล่มนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี ผ่านเสื้อผ้าที่กำลังเป็นกระแสกับเทรนด์ Gender Fluid และดึงเอาอัตลักษณ์และโครงชุดจากยุคต่างๆตั้งแต่ยุควิคตอเรียน จนถึงยุค Jazz Age 1920’s มาสร้างใหม่ให้ดูโรแมนติค ร่วมสมัยและน่าสวมใส่ พร้อมมีกลิ่นอายของแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานอยู่คู่เกาะอังกฤษมากว่า 160 ปี

คอลเลคชั่น See Now, Buy Now ซีซั่น Fall Winter 2016 จาก Tom Ford


ด้าน Tom Ford ได้ดึงกลิ่นอาย Retro จากยุค 70s และความ Classic มาผสมผสานกับซิกเนเจอร์ประจำแบรนด์จนออกมาเป็นคอลเลคชั่นสำหรับสุภาพสตรีที่มากไปด้วยสเน่ห์ของความ Sophisticated นำมาโดย ไอเท็มอย่างกระโปรงทรงดินสอ และรองเท้าบู๊ทหนังทรงสูง อีกทั้งแมททีเรียลเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่าง ลายพิมพ์หนังเสือ กำมะหยี่ เลื่อมซึ่งถูกเลือกมาใช้ในอีกหลายๆไอเทมในคอลเลคชั่น และสำหรับสุภาพบุรุษที่ทั้งเท่ห์ เนี้ยบ แต่มีความสนุกสนานในการแต่งกาย นำมาโดยเสื้อสูทลายพิมพ์สีสันดึงดูดสายตา และเสื้อคอเต่าเรียบหรูในสีต่างๆ


แน่นอนว่าท่ามกล่างเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่ละแบรนด์ แต่ละห้องเสื้อย่อมทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของตน See Now, Buy Now อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลสำหรับบางแบรนด์ ซึ่งผลนี้เองยังไม่สามารถมองเห็นได้ในตอนนี้ เพราะยุคใหม่ของการขายสินค้าแฟชั่นพึ่งเริ่มขึ้นเท่านั้น หลังจากนี้คือการสังเกตการณ์ดูว่า โมเดลนอกกรอบนี้จะนำกำไรหรือสร้างความเสียหายมาให้แบรนด์กลุ่มนี้ แบรนด์ในกรอบแบรนด์ไหนจะก้าวออกตามมาอีก หรือแบรนด์ที่ออกจากกรอบมาแล้วจะกลับตัวกลับใจกลับไปอยู่ในระบบเดิมอีก?

for Birls Magazine @ http://www.birlsmag.com


Back to New York, DKNY was sold!

LVMH ตอบตกลงขาย DKNY และบริษัทในเครือ Donna Karan International ทั้งหมด (รวมไปถึงแบรนด์ Donna Karan ที่ปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว) ให้กับบริษัทเครื่องแต่งกายยักษ์ใหญ่จากฝั่งอเมริกา G-III หลังจากเกือบปีภายหลังการรีแบรนด์เปลี่ยนแอตติจูดและภาพลักษณ์ทั้งหมดใหม่โดยสองดีไซน์เนอร์ดาวรุ่งจาก Public School Maxwell Osborne และ Dao Yi Chow

dk2
(แถวบน) คอลเลคชั่นแรก Spring 2016 (แถวล่าง) คอลเลคชั่นที่สอง Fall 2016

G-III ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ตั้งแต่ Levi’s, Calvin Klein, Guess, Tommy Hilfiger เหล่าแบรนด์อเมริกันที่เน้นผลิตเป็นจำนวนมากและมีสาขาอยู่ทั่วไปตามมุมเมืองต่างๆทั่วโลก  G-III เข้าทาบทาม LVMH แบรนด์ฝรั่งเศสที่ซื้อ DKNY ไว้ตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งไม่ได้มีความคิดที่จะขาย DKNY มาก่อน แต่ด้วยช่วงเวลาและเม็ดเงินที่เหมาะเจาะ (กว่า 650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) บทสรุปคือการโยกย้ายผู้ดูแลที่ดูจะเข้าที่เข้าทางสำหรับ DKNY เอง และนี่คงเป็นการกลับบ้านจากปารีสสู่นครนิวยอร์คที่เป็นลมหายใจและภาพลักษณ์สำคัญของสตรีทแบรนด์แบรนด์นี้มาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งโดย Donna Karan ในปี 1985

สำหรับ LVMH บริษัทลักซ์ชัวรี่เจ้าของแบรนด์หรูมากถึง 14 แบรนด์อันรวมไปถึง Louis Vuitton, Loewe, Fendi และ Marc Jacobs เมื่อลองย้อนกลับมาดูแล้ว เหมือนว่า DKNY จะอยู่ผิดที่ผิดทางกับแบรนด์อื่นๆเหล่านี้มาอย่างยาวนาน ด้วยพื้นเพที่เน้นการผลิตเครื่องแต่งกายแบบ Ready to Wear หากใช่เครื่องหนัง กระเป๋า หรือแอคเซสเสอร์รี่ที่เป็นสินค้าสร้างผลกำไรของแบรนด์ที่เหลือในเครือนั้นแต่อย่างไร การถูกขายให้ G-III ในครั้งนี้ จึงอาจนำผลดีมาให้แก่ DKNY เอง ซึ่ง G-III นั้นมีปัจจัยพร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือ DKNY ในการผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจากการเป็นผู้ครองแบรนด์เสื้อผ้า Mass Production หลายๆแบรนด์มานมนาน ปัญหาด้านผลกำไรที่ LVMH ไม่สามารถแก้ไขได้กับ DKNY ช่วงหลายปีมานี้ อาจจะได้รับการแก้ไขและทำให้แบรนด์กลับมาเติบโตอยู่ในตลาดได้เหมือนช่วงยี่สิบปีก่อนอย่างในยุค 90’s ก็เป็นได้

dk
(บน) Ad Campaign ก่อนการรีแบรนด์ (ล่าง) Ad Campaign หลังการรีแบรนด์
dk1
คอลเลคชั่นล่าสุด Resort 2017 

สำหรับ Aesthetic ใหม่ภายหลังการรีแบรนด์ที่สองดีไซน์เนอร์ Osborne และ Chow นั้นสร้างขึ้นใหม่ให้กับแบรนด์มาจนตอนนี้ 3 คอลเลคชั่นเข้าไปแล้ว การผสมผสานความ Minimal เข้ากับกลิ่นอายแบบ Urban ประกอบกับความแข็งแกร่งอย่างทะมัดทะแมงด้วยไอเทมหลายๆชิ้นที่มีความ Masculine รวมกันแล้วดูเป็นลุค Street ที่ลงตัวและดูคูลเข้ากับเทรนด์ทุกวันนี้ ต้องมารอติดตามดูว่า การโยกย้ายที่อยู่ของแบรนด์ครั้งนี้จะส่งผลกับงานดีไซน์ของทั้งคู่หรือไม่


>> Fact : ตั้งแต่ริเริ่มธุรกิจมา นี่เป็นครั้งที่สองเท่านั้นในรอบ 30 ปีที่เลือกที่ LVMH จะขายแบรนด์ให้ใครที่ไหน คราวก่อนคือเมื่อปี 2005 ที่ขาย Christian Lacroix ให้ Falic Group (และปิดตัวลงในปี 2009 อย่างน่าเศร้า)


 

ความเป็นมาของ Donna Karan และ DKNY

Donna Karan เริ่มทำงานในสายงานด้านแฟชั่นตั้งแต่ยุค 60’s ให้กับ Anna Klein หนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในห้วงเวลานั้น เริ่มจากตำแหน่งเล็กๆ จนขยับเขยื้อนขึ้นมาเป็น Head Designer ก่อนจะกุมบังเหียนของแบรนด์อย่างเต็มตัวเมื่อ Anna เสียชีวิตในปี 1974

10 ปีให้หลัง Karan ตัดสินใจออกจาก Anna Klein เพื่อสานฝันสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้น และในปี 1985 เธอจึงเปิดตัวคอลเลคชั่นแรก ด้วยเจตคติที่จะสร้างเสื้อผ้าสมัยใหม่ ให้กับคนสมัยใหม่ ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้หญิงเริ่มเข้ามามีบทบาทในด้านธุรกิจมากขึ้น ซึ่งสร้างผลตอบรับอย่างไร้ที่ติ Donna Karan กลายเป็นหนึ่งในดีไซน์เนอร์แห่งยุคภายในเวลาไม่นาน

ความสำเร็จและชื่อเสียงที่ทวีมากขึ้นอย่างรวดเร็วกระตุ้น Donna ให้เปิดตัวแบรนด์ DKNY (Donna Karan New York) ขึ้นตามมาในปี 1988 เพื่อสร้างไลน์สินค้าที่ผู้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ว่าอย่างง่ายนั่นคือสินค้าที่มีราคาถูกลง สองปีหลังจากนั้น DKNY Jeans ถือกำเนิดขึ้น และอีกสองปีถัดมา DKNY สำหรับผู้ชายก็ตามมาติดๆ (และยังมีไลน์ผลิตภัณฑ์อื่นๆเปิดตัวตามมาอย่างต่อเนื่อง) ตั้งแต่นั้นมา DKNY กลายเป็นแบรนด์ที่คุ้นหูชาวอเมริกัน และชาวโลกมาจนทุกวันนี้

ปี 1997 Karan ออกจากตำแหน่ง CEO แต่ยังดำรงตำแหน่งดีไซน์เนอร์

ปี 2001 บริษัทในเครือ Donna Karan ทั้งหมดถูกขายให้กับ LVMH กว่า 650 ล้านเหรียญ โดยที่ Karan ยังอยู่ในตำแหน่งดีไซน์เนอร์ต่อ

30donnakaran-master1050
Donna Karan ในสตูดิโอ Urban Zen

ปี 2015 Karan ตัดสินใจออกจากตำแหน่งดีไซน์เนอร์ที่ Donna Karan เพื่อไปใส่ใจกับแบรนด์ Urban Zen แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ Karan หันเหไปให้ความสนใจมากกว่าแบรนด์ในนามของตน แต่ Karan จะยังเป็นที่ปรึกษาที่ Donna Karan International ต่อไป ซึ่งทาง LVMH นอกจากจะไม่ได้หาดีไซน์เนอร์จากที่ไหนมาเติมในตำแหน่งที่ว่างอยู่ที่ Donna Karan แล้ว ทางบริษัทก็ได้มุ่งเน้นความสนใจไปที่ไลน์ DKNY แทน ซึ่งทำให้ Donna Karan ไร้การเคลื่อนไหวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา.